ประกันสังคม 2569 หักเท่าไร? ตารางเงินเดือนและเงินสมทบ ม.33 ล่าสุด จ่ายเพิ่มแล้วได้สิทธิอะไรเพิ่มบ้าง

ประกันสังคม 2569 หักเท่าไร? เป็นหนึ่งในคำถามสำคัญของพนักงานและฝ่าย HR หลังประเทศไทยปรับเพดานค่าจ้างสำหรับคำนวณเงินสมทบประกันสังคมของผู้ประกันตนมาตรา 33 จากเดิมสูงสุด 15,000 บาท เป็น 17,500 บาทต่อเดือน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ส่งผลให้ผู้มีค่าจ้างตั้งแต่ 17,500 บาทขึ้นไปถูกหักเงินสมทบส่วนลูกจ้างสูงสุด 875 บาทต่อเดือน จากเดิมสูงสุด 750 บาท หรือเพิ่มขึ้นสูงสุดเดือนละ 125 บาท โดยอัตราเงินสมทบของลูกจ้างยังคงอยู่ที่ 5% ไม่ได้ปรับเป็นอัตราที่สูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงเกิดจากการขยายเพดานค่าจ้างที่นำมาคำนวณเท่านั้น

เพดาน 17,500 บาทดังกล่าวเป็นระยะแรกของการปรับฐานค่าจ้างและมีผลในช่วง พ.ศ. 2569-2571 ซึ่งหมายความว่าปี 2569 และปี 2570 ยังคงใช้เพดานเดียวกันตามกฎปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีความสำคัญทั้งต่อพนักงานที่ต้องตรวจสอบยอดหักในสลิปเงินเดือน และฝ่าย HR หรือ Payroll ที่ต้องปรับสูตรคำนวณใน Payroll Software, โปรแกรมเงินเดือน หรือโปรแกรม payroll ให้สอดคล้องกับเพดานใหม่อย่างถูกต้อง

สรุปประกันสังคม 2569 ม.33 หักกี่บาท?

สำหรับผู้ประกันตนมาตรา 33 การคำนวณเงินสมทบส่วนลูกจ้างในปี 2569 ยังคงใช้อัตรา 5% ของฐานค่าจ้างที่เข้าเกณฑ์ประกันสังคม แต่ฐานค่าจ้างสูงสุดเพิ่มเป็น 17,500 บาท ดังนั้นผู้ที่ได้รับค่าจ้างไม่เกิน 15,000 บาทจะไม่ได้รับผลกระทบจากการปรับเพดานครั้งนี้ ส่วนผู้ที่มีค่าจ้างตั้งแต่ 15,001-17,499 บาท จะถูกหักเพิ่มขึ้นตามค่าจ้างจริง และผู้ที่ได้รับค่าจ้างตั้งแต่ 17,500 บาทขึ้นไปจะถูกหักสูงสุด 875 บาทต่อเดือน สำนักงานประกันสังคมยืนยันว่าการปรับเพดานใหม่มีผลต่อผู้มีค่าจ้างตั้งแต่ 15,001 บาทขึ้นไป ขณะที่ผู้มีค่าจ้างไม่เกิน 15,000 บาทยังใช้หลักเกณฑ์เดิม

สูตรสำหรับทำความเข้าใจอย่างง่ายคือ เงินสมทบส่วนลูกจ้าง = ฐานค่าจ้างที่ใช้คำนวณ × 5% โดยในปี 2569 ฐานค่าจ้างสูงสุดที่นำมาคิดจะไม่เกิน 17,500 บาท แม้พนักงานจะได้รับเงินเดือน 20,000 บาท 30,000 บาท หรือสูงกว่านั้นก็ตาม

ตารางเงินเดือนและเงินสมทบประกันสังคม ม.33 ปี 2569

ตารางต่อไปนี้ช่วยให้พนักงานสามารถตรวจสอบได้ง่ายขึ้นว่า เงินเดือนแต่ละระดับจะถูกหักประกันสังคมประมาณเท่าไรภายใต้อัตราปกติ 5% และเพดานค่าจ้างสูงสุด 17,500 บาท

เงินเดือน/ค่าจ้างต่อเดือน ฐานค่าจ้างที่ใช้คำนวณ เงินสมทบลูกจ้าง 5% เพิ่มจากปี 2568
10,000 บาท 10,000 บาท 500 บาท 0 บาท
11,000 บาท 11,000 บาท 550 บาท 0 บาท
12,000 บาท 12,000 บาท 600 บาท 0 บาท
13,000 บาท 13,000 บาท 650 บาท 0 บาท
14,000 บาท 14,000 บาท 700 บาท 0 บาท
15,000 บาท 15,000 บาท 750 บาท 0 บาท
15,500 บาท 15,500 บาท 775 บาท +25 บาท
16,000 บาท 16,000 บาท 800 บาท +50 บาท
16,500 บาท 16,500 บาท 825 บาท +75 บาท
17,000 บาท 17,000 บาท 850 บาท +100 บาท
17,500 บาท 17,500 บาท 875 บาท +125 บาท
20,000 บาท 17,500 บาท 875 บาท +125 บาท
25,000 บาท 17,500 บาท 875 บาท +125 บาท
30,000 บาท 17,500 บาท 875 บาท +125 บาท
50,000 บาท 17,500 บาท 875 บาท +125 บาท

ดังนั้น หากถามว่า “ประกันสังคม 2569 หัก 875 บาททุกคนหรือไม่?” คำตอบคือ ไม่ใช่ ยอด 875 บาทเป็นเพียงเงินสมทบสูงสุดของลูกจ้างที่มีค่าจ้างตั้งแต่ 17,500 บาทขึ้นไป ส่วนผู้ที่มีค่าจ้างต่ำกว่าเพดานจะคำนวณ 5% ตามฐานค่าจ้างที่เข้าเกณฑ์

เงินเดือน 20,000 บาท ประกันสังคม 2569 หักเท่าไร?

หากมีเงินเดือน 20,000 บาทต่อเดือน การคำนวณประกันสังคมปี 2569 จะไม่ได้ใช้เงินเดือนเต็ม 20,000 บาท เพราะสูงกว่าเพดาน 17,500 บาท ดังนั้นระบบจะนำฐาน 17,500 บาทมาคำนวณที่ 5% ทำให้ถูกหัก 875 บาทต่อเดือน

เมื่อเทียบกับปี 2568 ที่เพดานเดิม 15,000 บาทและถูกหักสูงสุด 750 บาท พนักงานกลุ่มนี้จึงจ่ายเพิ่มขึ้นเดือนละ 125 บาท หรือหากส่งในอัตรานี้ครบ 12 เดือน จะมีเงินสมทบส่วนลูกจ้างเพิ่มขึ้นจากเพดานเดิมรวม 1,500 บาทต่อปี

เงินเดือน 15,000 บาท ถูกหักประกันสังคมเพิ่มหรือไม่?

หากได้รับค่าจ้าง 15,000 บาทต่อเดือน ยอดหักประกันสังคมยังคงอยู่ที่ 750 บาทต่อเดือน เช่นเดิม เนื่องจาก 5% ของ 15,000 บาทเท่ากับ 750 บาท และการปรับเพดานใหม่ไม่ได้ทำให้อัตราเงินสมทบเปลี่ยนจาก 5% เป็นอัตราที่สูงขึ้น

สำนักงานประกันสังคมระบุโดยตรงว่าผู้ประกันตนที่มีเงินเดือนไม่เกิน 15,000 บาทไม่ได้รับผลกระทบต่อจำนวนเงินสมทบรายเดือนจากการขยายเพดานใหม่นี้

ทำไมประกันสังคมปี 2569 จึงเพิ่มเพดานเป็น 17,500 บาท?

หลักการสำคัญของการเพิ่มเพดานไม่ได้อยู่ที่การเก็บเงินจากลูกจ้างเพิ่มเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการปรับฐานค่าจ้างที่ระบบนำมาใช้ทั้งในด้านเงินสมทบและการคำนวณสิทธิประโยชน์บางประเภทให้สอดคล้องกับระดับค่าจ้างในปัจจุบันมากขึ้น สำนักงานประกันสังคมระบุว่าการปรับฐานเพดานค่าจ้างเป็น 17,500 บาทมีเป้าหมายเพื่อ ยกระดับสิทธิประโยชน์ทดแทนในอนาคต สำหรับผู้ประกันตนที่ได้รับค่าจ้างสูงกว่าเพดานเดิม

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติยังอธิบายว่าการปรับเพดานค่าจ้างดังกล่าวช่วยให้ผู้ประกันตนมาตรา 33 ได้รับประโยชน์ทดแทนบางกรณีในจำนวนที่เพิ่มขึ้นตามฐานเงินสมทบ เพื่อให้สิทธิประโยชน์สัมพันธ์กับค่าจ้างของแรงงานมากขึ้น

จ่ายประกันสังคมเพิ่มเป็น 875 บาท ได้สิทธิอะไรเพิ่มบ้าง?

ประเด็นนี้ควรทำความเข้าใจอย่างระมัดระวัง เพราะการจ่ายเงินสมทบเพิ่ม ไม่ได้หมายความว่าจะมี “สิทธิใหม่” เพิ่มขึ้นจากเดิมเป็นประเภทที่ 8 หรือ 9 ผู้ประกันตนมาตรา 33 ยังคงได้รับความคุ้มครองใน 7 กรณีหลัก ได้แก่ เจ็บป่วยหรือประสบอันตราย คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และว่างงาน

สิ่งที่เกิดขึ้นจากเพดานค่าจ้าง 17,500 บาท คือ สิทธิประโยชน์บางประเภทที่คำนวณโดยอิงกับฐานค่าจ้างหรือประวัติการส่งเงินสมทบสามารถมีฐานคำนวณสูงขึ้น สำหรับผู้ที่ส่งเงินสมทบบนฐานที่มากกว่า 15,000 บาท ไม่ใช่ว่าทุกสิทธิของทุกคนจะเพิ่มขึ้นในจำนวนเท่ากัน

1. เงินทดแทนกรณีเจ็บป่วยและขาดรายได้มีฐานสูงขึ้น

ในกรณีที่เข้าเงื่อนไขได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ซึ่งคำนวณตามสัดส่วนของค่าจ้าง การเพิ่มเพดานค่าจ้างทำให้เพดานที่นำมาคำนวณสามารถสูงขึ้นจากเดิม สำหรับผู้ที่มีฐานค่าจ้างถึงเพดานใหม่ ตัวอย่างข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิภายใต้เพดาน 17,500 บาทระบุเงินทดแทนในบางกรณีที่คิดในอัตรา 50% ของฐานค่าจ้างไว้สูงสุดที่ประมาณ 8,750 บาทต่อเดือน เทียบกับกรอบเดิมที่คำนวณบนฐานสูงสุด 15,000 บาท

อย่างไรก็ตาม จำนวนเงินที่ได้รับจริงต้องพิจารณาจากประเภทสิทธิ จำนวนวันที่หยุดงาน เงื่อนไขการส่งเงินสมทบ และหลักเกณฑ์ของสำนักงานประกันสังคม ไม่ควรตีความว่าเพียงจ่าย 875 บาทแล้วจะได้รับเงิน 8,750 บาทโดยอัตโนมัติทุกกรณี

2. เงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรอาจสูงขึ้นตามฐานค่าจ้าง

สิทธิด้านการคลอดบุตรมีทั้งส่วนที่เป็นค่าคลอดตามหลักเกณฑ์และส่วนของเงินสงเคราะห์การหยุดงานที่สัมพันธ์กับฐานค่าจ้าง การเพิ่มเพดานค่าจ้างจึงทำให้ส่วนที่คำนวณจากค่าจ้างมีโอกาสเพิ่มขึ้นสำหรับผู้ประกันตนที่มีฐานค่าจ้างสูงกว่า 15,000 บาท

ข้อมูลเกี่ยวกับเพดานใหม่ 17,500 บาทระบุว่า ในกรณีที่เข้าเงื่อนไขและคำนวณจากฐานเต็มใหม่ เงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรสามารถมีฐานสูงขึ้นตามค่าจ้างที่ใช้ส่งเงินสมทบ ทั้งนี้ ผู้ประกันตนควรตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดกับสำนักงานประกันสังคมในช่วงเวลาที่ใช้สิทธิ เนื่องจากหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการคลอดบุตรและระยะเวลาชดเชยอาจมีการแก้ไขได้

3. เงินทดแทนกรณีทุพพลภาพมีฐานคำนวณสูงขึ้น

กรณีทุพพลภาพเป็นอีกสิทธิหนึ่งที่จำนวนเงินทดแทนเกี่ยวข้องกับฐานค่าจ้างและเงื่อนไขตามกฎหมาย เมื่อเพดานค่าจ้างเพิ่มขึ้นจาก 15,000 บาทเป็น 17,500 บาท ผู้ที่ส่งเงินสมทบตามฐานใหม่จึงมีโอกาสได้รับเงินทดแทนที่คำนวณจากฐานสูงกว่าเดิมตามหลักเกณฑ์ที่เข้าเงื่อนไข

อย่างไรก็ตาม การพิจารณาว่าเป็นผู้ทุพพลภาพและจำนวนเงินที่จะได้รับเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานประกันสังคม ไม่ได้พิจารณาจากจำนวนเงินสมทบเพียงปัจจัยเดียว

4. สิทธิกรณีเสียชีวิตบางส่วนที่อิงค่าจ้างสามารถเพิ่มขึ้น

ประโยชน์ทดแทนกรณีเสียชีวิตประกอบด้วยสิทธิที่มีรูปแบบการคำนวณแตกต่างกัน เมื่อสิทธิบางส่วนใช้ฐานค่าจ้างหรือระยะเวลาการส่งเงินสมทบเป็นองค์ประกอบ การมีฐานค่าจ้างที่สูงขึ้นจึงสามารถส่งผลให้จำนวนเงินในส่วนที่อิงค่าจ้างเพิ่มขึ้นได้สำหรับผู้มีฐานส่งเงินสมทบสูงกว่าเพดานเดิม

จึงควรแยกให้ออกระหว่าง สิทธิที่กำหนดเป็นวงเงินคงที่ กับ สิทธิที่คำนวณตามฐานค่าจ้าง เพราะการเพิ่มเพดานประกันสังคมไม่ได้ทำให้สิทธิที่เป็นจำนวนคงที่ทั้งหมดเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ

5. เงินบำนาญและบำเหน็จชราภาพอาจได้รับผลจากฐานเงินสมทบที่สูงขึ้น

สิทธิชราภาพเป็นประเด็นที่มีผลระยะยาวมากที่สุดอย่างหนึ่ง เนื่องจากจำนวนเงินบำนาญหรือบำเหน็จสัมพันธ์กับประวัติการส่งเงินสมทบและหลักเกณฑ์การคำนวณที่ใช้ในช่วงเวลานั้น การส่งเงินสมทบบนฐานค่าจ้างสูงสุด 17,500 บาทแทน 15,000 บาทจึงทำให้มีฐานข้อมูลเงินสมทบในระดับสูงขึ้นสำหรับเดือนที่ส่งตามเพดานใหม่

ตัวอย่างภายใต้สูตรบำนาญเดิม หากใช้ฐานค่าจ้างเฉลี่ย 17,500 บาทและส่งครบ 180 เดือน อัตราบำนาญพื้นฐาน 20% จะเท่ากับ 3,500 บาทต่อเดือน ขณะที่ฐานค่าจ้าง 15,000 บาทจะเท่ากับ 3,000 บาทต่อเดือน อย่างไรก็ตาม ไม่ควรใช้ตัวอย่างนี้เป็นการรับประกันจำนวนบำนาญของแต่ละบุคคล เนื่องจากจำนวนเงินจริงขึ้นอยู่กับประวัติการส่งเงินสมทบ ค่าจ้างที่ใช้เป็นฐาน และสูตรบำนาญที่มีผลใช้บังคับในวันที่เกิดสิทธิ

ประเด็นนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษเพราะสำนักงานประกันสังคมยังอยู่ระหว่างการผลักดันการปรับสูตรบำนาญ เช่น แนวทาง CARE เพื่อสร้างความเหมาะสมในการคำนวณระยะยาว ดังนั้น HR และผู้ประกันตนควรตรวจสอบกฎที่มีผลจริงเมื่อถึงวันที่ใช้สิทธิ แทนการนำสูตรตัวอย่างในปัจจุบันไปประมาณการบำนาญในอีกหลายสิบปีข้างหน้า

6. สิทธิว่างงานต้องแยกจากการปรับอัตราชดเชยกรณีถูกเลิกจ้าง

ผู้ประกันตนควรแยกสองเรื่องนี้ออกจากกัน คือ การเพิ่มเพดานฐานค่าจ้างเป็น 17,500 บาทในปี 2569 กับ การปรับอัตราเงินทดแทนกรณีว่างงานจากการถูกเลิกจ้าง ซึ่งเป็นการเปลี่ยนหลักเกณฑ์สิทธิอีกเรื่องหนึ่ง

ตั้งแต่ปี 2568 มีการปรับเงินทดแทนกรณีถูกเลิกจ้างเป็น 60% ของค่าจ้างตามหลักเกณฑ์ ไม่เกิน 180 วัน จากเดิมอัตรา 50% โดยการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนการปรับเพดานเงินสมทบปี 2569 จึงไม่ควรอธิบายว่าอัตรา 60% เป็นสิทธิใหม่ที่เกิดขึ้นเพราะพนักงานจ่ายเงินสมทบเพิ่มเป็น 875 บาท

นี่เป็นจุดสำคัญสำหรับบทความเกี่ยวกับประกันสังคม เพราะคำว่า “จ่ายเพิ่ม ได้สิทธิเพิ่ม” อาจทำให้เข้าใจผิดว่าสิทธิทั้งหมดในปี 2569 เกิดจากเพดานใหม่ ทั้งที่ในความเป็นจริงมีทั้งสิทธิที่เพิ่มจากฐานค่าจ้างสูงขึ้นและสิทธิที่รัฐบาลหรือสำนักงานประกันสังคมปรับหลักเกณฑ์แยกต่างหาก

สิทธิทันตกรรมปี 2569 เพิ่มขึ้นด้วย แต่ไม่ได้เพิ่มเพราะจ่าย 875 บาท

อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงสำคัญในปี 2569 คือ สิทธิทันตกรรมของผู้ประกันตนมาตรา 33 และ 39 ที่ปรับตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 โดยมีการเพิ่มความคุ้มครองหลายรายการ เช่น ค่าผ่าฟันคุด 1,500-2,500 บาทต่อซี่ การปรับวงเงินฟันปลอมแบบถอดได้สูงสุดตามหลักเกณฑ์เป็น 6,000 บาท และการเพิ่มสิทธิสำหรับรากฟันเทียมรองรับฟันเทียมทั้งปากในกรณีที่เข้าเงื่อนไข

อย่างไรก็ตาม สิทธิทันตกรรมใหม่นี้เป็น การปรับสิทธิประโยชน์แยกต่างหาก ไม่ใช่ผลโดยตรงจากการที่ผู้ประกันตนมาตรา 33 ถูกหักเงินเพิ่มจาก 750 บาทเป็น 875 บาท เพราะสิทธิดังกล่าวครอบคลุมผู้ประกันตนมาตรา 39 ที่ไม่ได้ใช้เพดานเงินสมทบแบบเดียวกับมาตรา 33 ด้วย

สรุปเปรียบเทียบก่อนและหลังปรับเพดานประกันสังคม

รายการ ปี 2568 ปี 2569-2571
อัตราเงินสมทบลูกจ้าง ม.33 5% 5%
เพดานค่าจ้างสูงสุด 15,000 บาท 17,500 บาท
เงินสมทบลูกจ้างสูงสุด 750 บาท/เดือน 875 บาท/เดือน
เงินสมทบเพิ่มสูงสุด – 125 บาท/เดือน
ผู้มีค่าจ้าง 15,000 บาท 750 บาท 750 บาท
ผู้มีค่าจ้าง 17,500 บาท 750 บาท 875 บาท
ผู้มีค่าจ้าง 30,000 บาท 750 บาท 875 บาท
ผลต่อสิทธิ คำนวณตามฐานเดิม สิทธิที่ผูกกับฐานค่าจ้างมีฐานสูงขึ้นตามเงื่อนไข

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จึงมีผลโดยตรงที่สุดกับพนักงานที่ได้รับค่าจ้าง มากกว่า 15,000 บาทต่อเดือน โดยเฉพาะผู้ที่มีค่าจ้างตั้งแต่ 17,500 บาทขึ้นไป ซึ่งจ่ายเพิ่มจากเพดานเดิมเต็มจำนวนเดือนละ 125 บาท

ประกันสังคม 875 บาท นายจ้างต้องจ่ายเพิ่มด้วยหรือไม่?

ในระบบประกันสังคมมาตรา 33 นายจ้างมีหน้าที่ส่งเงินสมทบตามอัตราและฐานค่าจ้างที่กฎหมายกำหนดเช่นกัน ดังนั้น การปรับเพดานค่าจ้างย่อมไม่ได้กระทบเฉพาะ Net Pay ของพนักงาน แต่ยังมีผลต่อต้นทุน Payroll ของนายจ้างสำหรับพนักงานที่มีฐานค่าจ้างสูงกว่าเพดานเดิมด้วย

สำหรับบริษัทที่มีพนักงานจำนวนมาก การเพิ่มจากเพดาน 15,000 บาทเป็น 17,500 บาทจึงควรถูกนำไปคำนวณใน Payroll Budget และประมาณการต้นทุนพนักงานด้วย ไม่ใช่เพียงแก้ยอดหักใน Payslip เท่านั้น

HR ต้องเตรียมอะไรกับประกันสังคม 2569?

ฝ่าย HR และ Payroll ควรตรวจสอบระบบตั้งแต่รอบเงินเดือนเดือนมกราคม 2569 ว่าได้เปลี่ยนเพดานค่าจ้างสำหรับมาตรา 33 เป็น 17,500 บาทเรียบร้อยแล้ว โดยเฉพาะองค์กรที่ยังคำนวณเงินเดือนผ่าน Excel หรือระบบ Payroll ที่ต้องอัปเดตสูตรด้วยตนเอง เพราะหากระบบยังล็อกเพดานไว้ที่ 15,000 บาท พนักงานที่มีค่าจ้างเกินเพดานเดิมอาจถูกหักและนำส่งเงินสมทบไม่ถูกต้อง

นอกจากการคำนวณเงินสมทบแล้ว HR ควรตรวจสอบการแสดงรายการในสลิปเงินเดือน การคำนวณ Net Pay รายงาน Payroll ข้อมูลที่ใช้สำหรับนำส่งประกันสังคม และข้อมูลต้นทุนฝั่งนายจ้างให้สอดคล้องกันทั้งหมด การใช้ HR Software และ Payroll Software ที่เชื่อมต่อข้อมูลร่วมกันจึงมีความสำคัญมากขึ้นเมื่อกฎด้าน Payroll มีการเปลี่ยนแปลง

ทำไมองค์กรควรใช้ Payroll Software แทนการคำนวณประกันสังคมด้วย Excel?

การคำนวณเงินสมทบประกันสังคมเพียงรายการเดียวอาจดูไม่ซับซ้อน แต่กระบวนการ Payroll จริงประกอบด้วยฐานเงินเดือน ค่าล่วงเวลา รายได้เพิ่มเติม รายการหัก ภาษี เงินสมทบประกันสังคม การลา การลงเวลา และเงื่อนไขของพนักงานแต่ละประเภท เมื่อกฎหมายหรือเพดานเงินสมทบเปลี่ยน การพึ่งพาสูตรที่สร้างไว้ด้วยตนเองในหลายไฟล์ย่อมเพิ่มความเสี่ยงจากการใช้ค่าที่ล้าสมัย

Payroll Software หรือโปรแกรมเงินเดือน ที่ได้รับการดูแลให้รองรับกฎ Payroll ของประเทศไทยจึงช่วยลดภาระในการแก้สูตรด้วยตนเอง ขณะที่การเชื่อมระบบกับ HR Software หรือโปรแกรม HR ยังช่วยให้ข้อมูลพนักงาน การลา เวลาเข้าออก และข้อมูลที่นำไปใช้คำนวณเงินเดือนสามารถเชื่อมต่อกันได้มากขึ้น ลดการกรอกข้อมูลซ้ำและช่วยให้ฝ่าย HR ตรวจสอบ Payroll ได้อย่างเป็นระบบ

Sprout One แตกต่างจากโปรแแกรม HR และ โปรแกรมเงินเดือนทั่วไปอย่างไร?

Sprout One ไม่ได้มอง Payroll เป็นกระบวนการแยกออกจากการบริหารพนักงาน แต่ถูกออกแบบให้เป็น HR Platform ที่รวมการทำงานของโปรแกรมคำนวณเงินเดือน หรือ Payroll Software และ ระบบลางานออนไลน์ และ ระบบบันทึกเวลาเข้าออกงาน ที่เชื่อมข้อมูลบุคลากรและกระบวนการ Payroll เข้าด้วยกัน ช่วยให้องค์กรจัดการข้อมูลพนักงาน การลา การลงเวลา รายได้ รายการหัก และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ Payroll ผ่านระบบที่เชื่อมโยงกันมากขึ้น

ความแตกต่างที่สำคัญเมื่อเทียบกับการใช้ระบบแยกส่วนคือ เมื่อข้อกำหนดด้าน Payroll เช่น เพดานประกันสังคมปี 2569 มีการเปลี่ยนแปลง องค์กรจำเป็นต้องพิจารณาผลกระทบตั้งแต่ข้อมูลต้นทาง การคำนวณเงินสมทบ ไปจนถึง Payslip และรายงาน Payroll การมี โปรแกรม HR และโปรแกรม payroll อยู่ใน ecosystem ที่เชื่อมโยงกันจึงช่วยลดความซับซ้อนในการบริหารข้อมูลและเหมาะกับองค์กรที่ต้องการยกระดับกระบวนการ HR จากการทำงานเชิงเอกสารไปสู่ระบบดิจิทัลมากขึ้น

สำหรับองค์กรที่กำลังเปรียบเทียบ HR Software, โปรแกรม HR, Payroll Software, โปรแกรมเงินเดือน และโปรแกรม payroll จึงไม่ควรพิจารณาเพียงว่าระบบคำนวณเงินเดือนได้หรือไม่ แต่ควรพิจารณาความสามารถในการรองรับ Payroll ของประเทศไทย การปรับตัวตามข้อกำหนดที่เปลี่ยนแปลง การเชื่อมข้อมูลจาก HR สู่ Payroll รวมถึงการรักษาความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลพนักงานด้วย

สรุป ประกันสังคม 2569 หักเท่าไร และจ่ายเพิ่มแล้วได้อะไร?

ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ผู้ประกันตนมาตรา 33 ยังคงจ่ายเงินสมทบในอัตรา 5% แต่เพดานค่าจ้างสูงสุดเพิ่มจาก 15,000 บาทเป็น 17,500 บาท ทำให้เงินสมทบส่วนลูกจ้างสูงสุดเพิ่มจาก 750 บาทเป็น 875 บาทต่อเดือน ผู้ที่มีค่าจ้างไม่เกิน 15,000 บาทจึงไม่ได้จ่ายเพิ่ม ส่วนผู้มีค่าจ้าง 15,001-17,499 บาทจะจ่ายเพิ่มตามฐานค่าจ้าง และผู้มีค่าจ้าง 17,500 บาทขึ้นไปจ่ายเพิ่มสูงสุดเดือนละ 125 บาท

สิ่งที่ผู้ประกันตนได้รับไม่ได้อยู่ในรูปของการเพิ่ม “ประเภทสิทธิ” จากเดิม แต่เป็นการทำให้ ฐานสำหรับคำนวณสิทธิประโยชน์บางรายการสูงขึ้น สำหรับผู้ที่ส่งเงินสมทบเกินฐานเดิม 15,000 บาท เช่น สิทธิทดแทนรายได้บางกรณี สิทธิทุพพลภาพ สิทธิที่เกี่ยวข้องกับการคลอดบุตร และสิทธิชราภาพตามหลักเกณฑ์ที่มีผลใช้บังคับ ขณะเดียวกัน ในปี 2569 ยังมีการปรับสิทธิอื่น เช่น สิทธิทันตกรรม แต่เป็นการเปลี่ยนนโยบายสิทธิประโยชน์แยกต่างหาก ไม่ควรนำมารวมว่าเป็นผลจากการจ่าย 875 บาททั้งหมด

สำหรับองค์กร การเปลี่ยนแปลงเพดานประกันสังคมสะท้อนให้เห็นว่าระบบ Payroll จำเป็นต้องปรับตามกฎและข้อกำหนดใหม่อยู่เสมอ หากองค์กรของคุณกำลังมองหา HR Software, โปรแกรม HR, Payroll Software, โปรแกรมเงินเดือน หรือโปรแกรม payroll ที่ช่วยเชื่อมข้อมูล HR และ Payroll ให้อยู่บนกระบวนการเดียวกัน Sprout One พร้อมช่วยยกระดับการบริหารบุคลากรและ Payroll สำหรับองค์กรในประเทศไทย กรอกแบบฟอร์ม Enquiry เพื่อจองเวลาปรึกษากับทีม Sprout One หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมผ่าน LINE และโทรศัพท์ เพื่อค้นหาโซลูชันที่เหมาะกับโครงสร้าง HR และ Payroll ขององค์กรคุณ

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับประกันสังคม 2569

1. ประกันสังคม 2569 หักกี่เปอร์เซ็นต์?

ผู้ประกันตนมาตรา 33 ยังคงใช้อัตราเงินสมทบส่วนลูกจ้างที่ 5% ของฐานค่าจ้างที่เข้าเกณฑ์ การเปลี่ยนแปลงสำคัญของปี 2569 คือเพดานค่าจ้างสูงสุดเพิ่มเป็น 17,500 บาท จึงทำให้เงินสมทบสูงสุดเพิ่มเป็น 875 บาทต่อเดือน ไม่ใช่การเพิ่มอัตราจาก 5% เป็นเปอร์เซ็นต์ใหม่

2. เงินเดือน 30,000 บาท ประกันสังคม 2569 หักเท่าไร?

หากได้รับค่าจ้าง 30,000 บาทต่อเดือน จะใช้ฐานสูงสุดเพียง 17,500 บาทในการคำนวณ ดังนั้นเงินสมทบส่วนลูกจ้างตามอัตรา 5% คือ 875 บาทต่อเดือน ไม่ได้คำนวณ 5% จากเงินเดือนเต็ม 30,000 บาท

3. เงินเดือน 15,000 บาท ปี 2569 ต้องจ่ายประกันสังคม 875 บาทหรือไม่?

ไม่ต้อง หากฐานค่าจ้างอยู่ที่ 15,000 บาท เงินสมทบ 5% ยังคงเท่ากับ 750 บาทต่อเดือน การเพิ่มเพดานเป็น 17,500 บาทมีผลต่อผู้ที่ได้รับค่าจ้างตั้งแต่ 15,001 บาทขึ้นไป

4. จ่ายประกันสังคมเพิ่มจาก 750 เป็น 875 บาท ได้สิทธิเพิ่มอะไร?

ไม่ได้รับประเภทสิทธิใหม่เพิ่มจากเดิม แต่ผู้ที่ส่งเงินสมทบบนฐานค่าจ้างสูงกว่า 15,000 บาทสามารถมีฐานสำหรับคำนวณประโยชน์ทดแทนบางประเภทสูงขึ้น เช่น เงินทดแทนที่สัมพันธ์กับค่าจ้าง และสิทธิชราภาพตามเงื่อนไขที่มีผลใช้บังคับ ทั้งนี้ จำนวนเงินจริงขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์ของแต่ละสิทธิและประวัติการส่งเงินสมทบ

5. ประกันสังคม 875 บาทเริ่มเมื่อไร และใช้ถึงปีไหน?

เพดานค่าจ้าง 17,500 บาทและเงินสมทบส่วนลูกจ้างสูงสุด 875 บาทเริ่มใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 และตามโครงสร้างปัจจุบันเป็นเพดานสำหรับช่วง พ.ศ. 2569-2571 ก่อนเข้าสู่การปรับเพดานในระยะถัดไป

แหล่งอ้างอิงข้อมูล

  1. กระทรวงแรงงาน (Ministry of Labour) — ใช้อ้างอิงเรื่องการปรับเพดานค่าจ้างประกันสังคมแบบขั้นบันได โดยช่วง 2569–2571 ปรับเพดานเป็น 17,500 บาท และช่วง 2572–2574 เป็น 20,000 บาท รวมถึงเหตุผลด้านการเพิ่มสิทธิประโยชน์เมื่อปรับเพดานค่าจ้าง Ministry of Labor
    กระทรวงแรงงาน: การเพิ่มสิทธิประโยชน์เมื่อปรับเพดานค่าจ้าง
  2. สำนักงานประชาสัมพันธ์เขต 4 / กรมประชาสัมพันธ์ — ใช้อ้างอิงเรื่องการปรับสูตรคำนวณบำนาญ CARE และข้อมูลที่ระบุว่าเพดานค่าจ้าง 17,500 บาทเริ่มใช้ 1 มกราคม 2569 เหมาะสำหรับส่วนที่อธิบายผลระยะยาวต่อสิทธิชราภาพ แต่เนื่องจากแหล่งนี้รายงานสถานะการพิจารณาในขณะนั้น ควรตรวจสอบกฎที่มีผลบังคับจริงอีกครั้งหากจะลงรายละเอียดสูตร CARE Region 4 PRD
    กรมประชาสัมพันธ์: การปรับสูตรบำนาญ CARE และเพดานค่าจ้าง
  3. กรมประชาสัมพันธ์ / ข้อมูลจากกระทรวงแรงงานและสำนักงานประกันสังคม — ใช้อ้างอิงการเปลี่ยนแปลง สิทธิทันตกรรมตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2569 เช่น ผ่าฟันคุดสูงสุด 2,500 บาทต่อซี่ และฟันปลอมถอดได้ตามหลักเกณฑ์สูงสุด 6,000 บาท แหล่งนี้ช่วยยืนยันประเด็นในบทความว่า “สิทธิทันตกรรมเพิ่มขึ้นในปี 2569” แต่เป็นการปรับสิทธิแยกต่างหาก ไม่ควรเขียนว่าเกิดขึ้นโดยตรงเพราะเงินสมทบสูงสุดเพิ่มเป็น 875 บาท Government Public Relations Department
    กรมประชาสัมพันธ์: สิทธิทันตกรรมประกันสังคมใหม่ปี 2569
  4. สำนักงานประกันสังคม (SSO) — ควรใช้เป็น Primary Source สำหรับข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับผู้ประกันตนมาตรา 33 จำนวนผู้ประกันตน การใช้สิทธิ และข้อมูลประกันสังคมโดยตรง โดยสำนักงานประกันสังคมมี SSO Data Catalog สำหรับชุดข้อมูลมาตรา 33 และ 39 ด้วย SSO Data Catalog
    SSO Data Catalog: ข้อมูลผู้ประกันตนมาตรา 33
  5. กระทรวงแรงงาน — ใช้เป็นแหล่งประกอบสำหรับทิศทางการเพิ่มสิทธิประโยชน์ เช่น การปรับสิทธิคลอดบุตร ทุพพลภาพ ชราภาพ และสิทธิอื่น ๆ แต่ต้องแยกให้ชัดระหว่าง ข้อเสนอ/นโยบายที่อยู่ระหว่างการแก้กฎหมาย กับสิทธิที่ประกาศใช้แล้ว เพราะข่าวบางชิ้นกล่าวถึงแนวทางการแก้ไขกฎหมายในอนาคต ไม่ใช่สิทธิที่มีผลใช้ทันที Ministry of Labor

 

Sprout One : ระบบ HR All-In-One ชั้นนำของไทย

Sprout One โซลูชั่น คือ All-In-One รวม ระบบ HR ครบวงจร ทั้งโปรแกรมเงินเดือน, โปรแกรมเงินเดือน Payroll, ระบบลางานออนไลน์, ระบบบันทึกเวลาเข้าออกงาน, ระบบจัดการผู้สมัครงาน, ระบบประเมินผลและเครื่องมือการเรียนรู้ของพนักงาน, ระบบ LMS


ทำความรู้จัก SPROUT ONEจองเวลาสาธิตระบบ

Sprout One โซลูชั่นได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อรองรับการบริหารทรัพยากรบุคคลขององค์กรยุคใหม่โดยเฉพาะ ช่วยให้การจัดการพนักงาน เงินเดือน การลงเวลา การลา สวัสดิการ งานสมัครงาน งานประเมินผล งานฝึกอบรมและงาน HR อื่นที่ซับซ้อนให้เป็นเรื่องง่ายบนแพลตฟอร์มเดียว ด้วยระบบที่ออกแบบให้รองรับกับกฎหมายแรงงานไทย 100% ภาษี และประกันสังคมของประเทศไทยอย่างครบถ้วน พร้อมเพิ่มความถูกต้อง ลดงานเอกสาร ลดภาระงานด้านธุรการ และช่วยให้องค์กรและพนักงานทำงานได้อย่างคล่องตัว มีประสิทธิภาพ และพร้อมเติบโตในยุคดิจิทัล


LINEแชทกับเรา

รับคอนเทนต์ดีๆ แบบนี้ส่งตรงถึงอีเมลคุณ!

Table of Contents

Kris Vega

Manager - Web & Creatives Marketing

ด้วยประสบการณ์ด้านครีเอทีฟและการตลาดมากกว่า 9 ปี คุณคริส เวก้า เป็นผู้กำหนดทิศทางและดูแลภาพรวมของเว็บไซต์ Sprout Solutions พร้อมทั้งดูแลเนื้อหา การออกแบบ และกลยุทธ์ เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้ใช้งาน

[blog_author_photo]
[blog_author_name]
[blog_author_designation]
[blog_author_description]

รับคอนเทนต์ดีๆ แบบนี้ส่งตรงถึงอีเมลคุณ!

บริการอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เข้าถึงบริการใหม่ๆ จาก Sprout และพาร์ตเนอร์ เพื่อนำมาใช้พัฒนาองค์กรของคุณ

Scroll to Top