ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 2569 สำหรับมนุษย์เงินเดือน คำนวณอย่างไร? ฉบับเข้าใจง่าย
- Published Date:
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 2569 สำหรับมนุษย์เงินเดือนคำนวณอย่างไร? แม้พนักงานจำนวนมากจะเห็นรายการ “ภาษีหัก ณ ที่จ่าย” อยู่ในสลิปเงินเดือนทุกเดือน แต่ยอดที่นายจ้างหักไม่ได้หมายความว่าจะเป็นภาษีสุดท้ายที่พนักงานต้องเสียเสมอไป เพราะภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของไทยคำนวณจากรายได้ตลอดปี หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนที่กฎหมายอนุญาต แล้วจึงนำ เงินได้สุทธิ ไปคำนวณตามอัตราภาษีแบบขั้นบันไดตั้งแต่ 0-35%
สำหรับมนุษย์เงินเดือน เงินเดือน โบนัส ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง หรือผลประโยชน์บางประเภทที่ได้รับเนื่องจากการจ้างแรงงานโดยทั่วไปจัดเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(1) แห่งประมวลรัษฎากร โดยเงินได้ประเภทเงินเดือนสามารถหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 50% แต่รวมแล้วไม่เกิน 100,000 บาท จากนั้นจึงหักค่าลดหย่อนส่วนตัวและค่าลดหย่อนอื่นที่เข้าเงื่อนไขก่อนคำนวณภาษี
ในมุมขององค์กร ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายยังเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการ Payroll เพราะนายจ้างต้องคำนวณภาษีของพนักงานและหักจากเงินเดือนในแต่ละงวด การใช้ Payroll Software, โปรแกรมเงินเดือน หรือโปรแกรม payroll ที่เชื่อมโยงกับ HR Software หรือโปรแกรม HR จึงช่วยลดความซับซ้อนในการคำนวณเงินเดือน ประกันสังคม ภาษี และ Net Pay ของพนักงานในแต่ละเดือน
สรุปสั้น ๆ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 2569 คำนวณอย่างไร?
สำหรับมนุษย์เงินเดือน สามารถมองกระบวนการคำนวณแบบง่ายได้ดังนี้
รายได้ทั้งปี – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน = เงินได้สุทธิ
จากนั้นนำเงินได้สุทธิไปคำนวณด้วยอัตราภาษีแบบขั้นบันได และนำภาษีที่นายจ้างหัก ณ ที่จ่ายไว้แล้วระหว่างปีมาเปรียบเทียบกับภาษีที่คำนวณได้จริง หากถูกหักไว้มากกว่าภาษีที่ต้องเสีย อาจมีสิทธิขอคืนภาษี แต่หากถูกหักไว้น้อยกว่า ก็อาจต้องชำระภาษีเพิ่มเติมเมื่อยื่นแบบประจำปี
จุดที่มักทำให้เกิดความเข้าใจผิดคือ “รายได้” ไม่เท่ากับ “เงินได้สุทธิ” ตัวอย่างเช่น คนที่มีเงินเดือนปีละ 600,000 บาทไม่ได้ถูกนำเงิน 600,000 บาททั้งหมดไปคูณอัตราภาษีโดยตรง แต่ต้องหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนที่มีสิทธิก่อน
ตารางอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 2569
ประเทศไทยใช้อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบก้าวหน้า หรือ Progressive Tax Rate กล่าวคือ รายได้สุทธิแต่ละส่วนถูกคิดด้วยอัตราที่แตกต่างกัน ไม่ใช่การนำเงินได้สุทธิทั้งหมดไปคูณด้วยอัตราสูงสุดที่ผู้เสียภาษีอยู่ในขั้นนั้น
| เงินได้สุทธิต่อปี | อัตราภาษี |
| 0 – 150,000 บาท | ยกเว้นภาษี |
| 150,001 – 300,000 บาท | 5% |
| 300,001 – 500,000 บาท | 10% |
| 500,001 – 750,000 บาท | 15% |
| 750,001 – 1,000,000 บาท | 20% |
| 1,000,001 – 2,000,000 บาท | 25% |
| 2,000,001 – 5,000,000 บาท | 30% |
| มากกว่า 5,000,000 บาท | 35% |
กรมสรรพากรระบุว่าเงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรกได้รับยกเว้นภาษี และส่วนที่เกินจากนั้นจะคำนวณตามอัตราก้าวหน้าตั้งแต่ 5% จนถึงสูงสุด 35%
ดังนั้น หากเงินได้สุทธิอยู่ที่ 400,000 บาท ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเสียภาษี 10% ของเงิน 400,000 บาททั้งหมด แต่ 150,000 บาทแรกได้รับยกเว้น ส่วน 150,000 บาทถัดมาคิด 5% และเฉพาะส่วนที่เกิน 300,000 บาทจึงคิดในอัตรา 10%
ขั้นตอนที่ 1 รวมรายได้จากเงินเดือนทั้งปี
มนุษย์เงินเดือนควรเริ่มจากการรวมเงินได้ที่ได้รับจากการจ้างงานตลอดปี ไม่ควรมองเฉพาะฐานเงินเดือนรายเดือน เพราะเงินได้ตามมาตรา 40(1) สามารถรวมถึงเงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส เบี้ยเลี้ยง บำนาญ รวมถึงเงินหรือผลประโยชน์บางประเภทที่ได้รับเนื่องจากการจ้างแรงงานด้วย
ตัวอย่างเช่น หากพนักงานได้รับเงินเดือน 50,000 บาทต่อเดือนตลอด 12 เดือน และได้รับโบนัสอีก 100,000 บาท รายได้จากการจ้างงานที่ต้องนำมาพิจารณาเบื้องต้นจะเป็น 700,000 บาท ไม่ใช่เพียง 600,000 บาทจากฐานเงินเดือน
สำหรับฝ่าย HR และ Payroll ประเด็นนี้เป็นเหตุผลที่ โปรแกรมเงินเดือน ไม่ควรคำนวณภาษีจากฐานเงินเดือนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสามารถนำรายได้ที่เกี่ยวข้องในแต่ละงวดเข้ามาประกอบการคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายได้อย่างถูกต้อง
ขั้นตอนที่ 2 หักค่าใช้จ่ายเงินเดือน 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท
เงินได้จากการจ้างแรงงานตามมาตรา 40(1) สามารถหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 50% ของเงินได้ แต่รวมไม่เกิน 100,000 บาท และหากมีเงินได้ตามมาตรา 40(1) และ 40(2) ค่าใช้จ่ายของทั้งสองประเภทรวมกันก็อยู่ภายใต้เพดานดังกล่าว
ตัวอย่างเช่น หากมีเงินเดือนทั้งปี 240,000 บาท ค่าใช้จ่าย 50% เท่ากับ 120,000 บาท แต่เนื่องจากกฎหมายกำหนดเพดานไว้ 100,000 บาท จึงหักได้สูงสุดเพียง 100,000 บาท
ในทางกลับกัน หากมีรายได้จากเงินเดือนเพียง 120,000 บาท ค่าใช้จ่าย 50% เท่ากับ 60,000 บาท จึงหักได้ 60,000 บาท เพราะยังไม่ถึงเพดาน 100,000 บาท
ขั้นตอนที่ 3 หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท
ผู้มีเงินได้สามารถใช้ ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาทต่อปี ในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา นอกจากนี้ หากเข้าเงื่อนไข ยังอาจมีสิทธิใช้ค่าลดหย่อนคู่สมรส บุตร บิดามารดา ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ กองทุนเพื่อการเกษียณ ดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน เงินบริจาค และรายการอื่นตามที่กฎหมายกำหนด
การมีค่าลดหย่อนมากขึ้นไม่ได้หมายความว่าจะได้รับเงินจากรัฐตามจำนวนค่าลดหย่อน แต่ค่าลดหย่อนมีหน้าที่ลด “เงินได้สุทธิ” ที่นำไปคำนวณภาษี ดังนั้นประโยชน์ทางภาษีจริงจะขึ้นอยู่กับฐานภาษีของแต่ละคน
ตัวอย่างเช่น ค่าลดหย่อน 10,000 บาทไม่ได้หมายถึงประหยัดภาษี 10,000 บาท หากผู้เสียภาษีอยู่ในฐานภาษี 10% การลดเงินได้สุทธิลง 10,000 บาทอาจทำให้ภาษีลดลงประมาณ 1,000 บาท โดยต้องพิจารณาโครงสร้างเงินได้สุทธิจริงประกอบด้วย
ขั้นตอนที่ 4 หักเงินสมทบประกันสังคม
เงินสมทบประกันสังคมที่ลูกจ้างจ่ายสามารถนำไปใช้ในการคำนวณภาษีได้ตามหลักเกณฑ์ของประมวลรัษฎากร โดยหลักการคือใช้ตามจำนวนที่จ่ายจริงภายใต้จำนวนที่กฎหมายประกันสังคมกำหนด
สำหรับปี 2569 เพดานค่าจ้างของผู้ประกันตนมาตรา 33 เพิ่มเป็น 17,500 บาท และเงินสมทบส่วนลูกจ้างสูงสุดจึงเพิ่มเป็น 875 บาทต่อเดือน หากส่งในอัตราสูงสุดครบ 12 เดือนจะเท่ากับ 10,500 บาทต่อปี ซึ่งแหล่งข้อมูลด้านภาษีที่อัปเดตสำหรับปี 2569 ใช้ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพดานสิทธิจากเงินสมทบจริง
อย่างไรก็ตาม หน้า FAQ บางหน้าของกรมสรรพากรยังแสดงตัวเลขเดิม 9,000 บาทซึ่งอ้างอิงเพดานเงินสมทบในช่วงก่อนการปรับฐานประกันสังคม ดังนั้น เมื่อถึงช่วงยื่นแบบสำหรับปีภาษี 2569 ควรตรวจสอบแบบ ภ.ง.ด. และคำแนะนำล่าสุดจากกรมสรรพากรอีกครั้ง โดยเฉพาะกรณีที่มีการออกประกาศหรืออัปเดตระบบยื่นแบบเพิ่มเติม
ค่าลดหย่อนที่มนุษย์เงินเดือนควรรู้ในปี 2569
นอกจากค่าลดหย่อนส่วนตัวและประกันสังคมแล้ว มนุษย์เงินเดือนยังควรตรวจสอบสิทธิอื่นที่ตนเองมี เพราะค่าลดหย่อนสามารถลดเงินได้สุทธิและภาระภาษีได้อย่างมีนัยสำคัญ
ตัวอย่างค่าลดหย่อนที่พบได้บ่อย ได้แก่ ค่าลดหย่อนคู่สมรสที่เข้าเงื่อนไข 60,000 บาท ค่าลดหย่อนบุตรตามหลักเกณฑ์ โดยทั่วไปเริ่มต้นคนละ 30,000 บาท และมีหลักเกณฑ์เพิ่มเติมสำหรับบุตรบางกรณี ค่าลดหย่อนบิดามารดาที่เข้าเงื่อนไข เบี้ยประกันชีวิต เบี้ยประกันสุขภาพ ดอกเบี้ยกู้ยืมเพื่อที่อยู่อาศัย เงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ RMF เงินลงทุนที่ได้รับสิทธิทางภาษีตามกฎหมายในปีนั้น และเงินบริจาคตามเงื่อนไข
กรมสรรพากรยืนยันว่าค่าลดหย่อนบุตรทั่วไปอยู่ที่คนละ 30,000 บาทตามเงื่อนไข และกฎหมายมีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย บุตรบุญธรรม อายุ การศึกษา และเงินได้ของบุตร ขณะที่เบี้ยประกันชีวิตที่เข้าเงื่อนไขสามารถใช้สิทธิได้ตามจำนวนที่จ่ายจริงภายใต้เพดานรวมที่กฎหมายกำหนด
สำหรับกองทุนเพื่อการเกษียณ เช่น RMF กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และรายการที่เกี่ยวข้อง ยังมีเพดานร่วมและเงื่อนไขเฉพาะ จึงไม่ควรนำตัวเลขเพดานของกองทุนแต่ละประเภทมาบวกกันโดยไม่ตรวจสอบข้อจำกัดรวมก่อนใช้สิทธิ
ตัวอย่างคำนวณภาษี 2569 เงินเดือน 30,000 บาท
สมมติพนักงานโสดได้รับเงินเดือน 30,000 บาทต่อเดือนตลอดปี ไม่มีโบนัส ไม่มีรายได้อื่น และใช้เพียงค่าใช้จ่ายเงินเดือน ค่าลดหย่อนส่วนตัว และเงินสมทบประกันสังคมเต็มปี โดยไม่รวมค่าลดหย่อนอื่น
รายได้ทั้งปีเท่ากับ 360,000 บาท
หักค่าใช้จ่ายสูงสุด 100,000 บาท เหลือ 260,000 บาท จากนั้นหักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท และสมมติเงินสมทบประกันสังคมตลอดปี 10,500 บาท จะเหลือเงินได้สุทธิประมาณ 189,500 บาท
150,000 บาทแรกได้รับยกเว้นภาษี จึงเหลือเงิน 39,500 บาทที่อยู่ในขั้นภาษี 5% คิดเป็นภาษีประมาณ 1,975 บาทต่อปี
ตัวอย่างนี้เป็นการอธิบายวิธีคิดเบื้องต้นเท่านั้น จำนวนภาษีจริงอาจแตกต่างหากมีโบนัส เปลี่ยนงานระหว่างปี มีรายได้อื่น หรือมีค่าลดหย่อนเพิ่มเติม
ตัวอย่างคำนวณภาษี 2569 เงินเดือน 50,000 บาท
หากได้รับเงินเดือนเดือนละ 50,000 บาทตลอด 12 เดือน รายได้ทั้งปีเท่ากับ 600,000 บาท
เมื่อหักค่าใช้จ่ายสูงสุด 100,000 บาท ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท และสมมติเงินสมทบประกันสังคม 10,500 บาท จะเหลือเงินได้สุทธิประมาณ 429,500 บาท
การคำนวณภาษีเป็นแบบขั้นบันได โดย 150,000 บาทแรกได้รับยกเว้น ภาษีสำหรับช่วง 150,001-300,000 บาทเท่ากับ 7,500 บาท และเงินได้สุทธิส่วน 300,001-429,500 บาทจำนวน 129,500 บาทเสียภาษีในอัตรา 10% เท่ากับ 12,950 บาท
ดังนั้นภาษีโดยประมาณจะอยู่ที่ 20,450 บาทต่อปี ก่อนนำภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่นายจ้างหักไว้แล้วมาเปรียบเทียบ
ตัวอย่างคำนวณภาษี 2569 เงินเดือน 80,000 บาท
หากได้รับเงินเดือนเดือนละ 80,000 บาท รายได้ทั้งปีเท่ากับ 960,000 บาท เมื่อหักค่าใช้จ่าย 100,000 บาท ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท และสมมติประกันสังคม 10,500 บาท จะเหลือเงินได้สุทธิประมาณ 789,500 บาท
ภาษีจะคำนวณเป็น 0% สำหรับ 150,000 บาทแรก, 5% สำหรับช่วง 150,001-300,000 บาท, 10% สำหรับช่วง 300,001-500,000 บาท, 15% สำหรับช่วง 500,001-750,000 บาท และ 20% เฉพาะเงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 750,000 บาท
เมื่อรวมแต่ละขั้นแล้ว ภาษีจะอยู่ที่ประมาณ 72,900 บาทต่อปี ก่อนหักภาษี ณ ที่จ่ายที่ชำระไว้แล้ว
ตัวอย่างคำนวณภาษี 2569 เงินเดือน 100,000 บาท
ผู้มีเงินเดือน 100,000 บาทต่อเดือนมีรายได้ทั้งปี 1,200,000 บาท หากไม่มีโบนัสหรือรายได้อื่น และใช้สมมติฐานค่าลดหย่อนเช่นเดียวกับตัวอย่างข้างต้น เงินได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่าย 100,000 บาท ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท และประกันสังคม 10,500 บาท จะเหลือประมาณ 1,029,500 บาท
เมื่อคำนวณภาษีตามขั้นบันได จะได้ภาษีประมาณ 122,375 บาทต่อปี โดยเงินได้สุทธิไม่ได้ถูกคิดทั้งหมดที่อัตรา 25% แม้ว่าส่วนที่เกิน 1 ล้านบาทจะเข้าสู่ฐาน 25% เพราะมีเพียงเงินได้สุทธิส่วนที่อยู่ในแต่ละช่วงเท่านั้นที่ถูกคิดตามอัตราของช่วงนั้น
ตารางตัวอย่าง เงินเดือนเท่านี้เสียภาษีประมาณเท่าไร?
เพื่อให้เห็นภาพง่ายขึ้น ตารางด้านล่างใช้สมมติฐานว่าพนักงานโสด ทำงานครบปี มีเงินเดือนอย่างเดียว ไม่มีโบนัส ไม่มีรายได้อื่น ใช้ค่าใช้จ่ายเงินเดือนสูงสุด 100,000 บาท ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท และสมมติใช้เงินสมทบประกันสังคมเต็มปี 10,500 บาท โดยไม่มีค่าลดหย่อนเพิ่มเติม
| เงินเดือนต่อเดือน | รายได้ต่อปี | เงินได้สุทธิโดยประมาณ | ภาษีต่อปีโดยประมาณ |
| 30,000 บาท | 360,000 บาท | 189,500 บาท | 1,975 บาท |
| 50,000 บาท | 600,000 บาท | 429,500 บาท | 20,450 บาท |
| 80,000 บาท | 960,000 บาท | 789,500 บาท | 72,900 บาท |
| 100,000 บาท | 1,200,000 บาท | 1,029,500 บาท | 122,375 บาท |
ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่อัตราภาษีสำเร็จรูปสำหรับทุกคน เพราะภาษีจริงขึ้นอยู่กับโบนัส รายได้อื่น จำนวนเดือนที่ทำงาน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ประกัน ค่าลดหย่อนครอบครัว การลงทุน และข้อมูลส่วนบุคคลอื่นที่เข้าเงื่อนไข
เงินเดือนเท่าไรถึงเริ่มเสียภาษี?
คำถามว่า “เงินเดือนเท่าไรถึงเสียภาษี?” ไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน เพราะจำนวนภาษีขึ้นอยู่กับค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนของผู้เสียภาษีแต่ละราย
ตัวอย่างเช่น คนโสดที่มีเพียงเงินเดือน ไม่มีโบนัส และใช้เฉพาะค่าใช้จ่ายเงินเดือนกับค่าลดหย่อนพื้นฐาน ย่อมเริ่มมีภาษีในระดับรายได้ที่แตกต่างจากคนที่มีบุตร ดูแลบิดามารดา จ่ายประกันชีวิต มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือมีค่าลดหย่อนอื่นจำนวนมาก
สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคำถามว่า “เงินเดือนเท่าไรต้องเสียภาษี” คือการคำนวณว่า หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนทั้งหมดแล้ว เงินได้สุทธิเกิน 150,000 บาทหรือไม่ เพราะเงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรกได้รับยกเว้นภาษี
ต้องยื่นภาษีกับต้องเสียภาษี เป็นคนละเรื่องกัน
อีกเรื่องที่มนุษย์เงินเดือนมักเข้าใจผิดคือ “ไม่มีภาษีต้องจ่าย” ไม่ได้แปลว่า “ไม่ต้องยื่นแบบ” เสมอไป
กรมสรรพากรกำหนดเกณฑ์เงินได้ขั้นต่ำสำหรับผู้ที่มีเงินเดือนเพียงอย่างเดียว โดยบุคคลโสดที่มีเงินได้จากเงินเดือนเกิน 120,000 บาทต่อปี และผู้ที่มีคู่สมรสซึ่งมีเงินได้ตามเงื่อนไขรวมเกิน 220,000 บาทต่อปี อยู่ในเกณฑ์ต้องยื่นแบบ แม้หลังจากคำนวณแล้วอาจไม่มีภาษีต้องชำระก็ตาม
ดังนั้น พนักงานเงินเดือน 15,000 บาทต่อเดือนมีรายได้ปีละ 180,000 บาท แม้อาจคำนวณแล้วไม่เสียภาษี ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ต้องพิจารณาหน้าที่ในการยื่นแบบ
ภ.ง.ด.90 กับ ภ.ง.ด.91 ต่างกันอย่างไร?
สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่มี เงินได้จากการจ้างแรงงานตามมาตรา 40(1) เพียงประเภทเดียว โดยทั่วไปใช้แบบ ภ.ง.ด.91 ส่วนผู้ที่มีเงินได้ประเภทอื่นร่วมด้วย เช่น รายได้บางประเภทจากการให้เช่า ธุรกิจ วิชาชีพ หรือรายได้อื่นที่เข้าเกณฑ์ จะต้องพิจารณาใช้ ภ.ง.ด.90 ตามลักษณะเงินได้
กรมสรรพากรระบุว่า ภ.ง.ด.91 เป็นแบบสำหรับผู้มีเงินได้จากการจ้างแรงงานตามมาตรา 40(1) ประเภทเดียว ส่วน ภ.ง.ด.90 เป็นแบบสำหรับกรณีทั่วไป
ภาษีหัก ณ ที่จ่ายในสลิปเงินเดือนคือภาษีสุดท้ายหรือไม่?
โดยทั่วไป ไม่ใช่ ภาษีที่นายจ้างหักจากเงินเดือนในแต่ละเดือนเป็นการนำส่งภาษีล่วงหน้าตามหลักเกณฑ์การหักภาษี ณ ที่จ่าย นายจ้างต้องประมาณรายได้จากการจ้างงานเสมือนว่าจะได้รับตลอดทั้งปี แล้วคำนวณภาษีตามหลักเกณฑ์ก่อนเฉลี่ยหักตามงวดการจ่าย
เมื่อสิ้นปี ผู้เสียภาษีต้องนำรายได้จริง ค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อน และภาษีที่ถูกหักไว้จริงมาคำนวณอีกครั้ง ดังนั้น หากระหว่างปีได้รับโบนัส เปลี่ยนเงินเดือน เปลี่ยนนายจ้าง หรือมีค่าลดหย่อนที่บริษัทไม่ได้นำมาคำนวณทั้งหมด ยอดภาษีสุดท้ายจึงอาจแตกต่างจากภาษีที่ถูกหักในแต่ละเดือน
หากภาษีหัก ณ ที่จ่ายรวมมากกว่าภาษีที่คำนวณได้จริง สามารถพิจารณาขอคืนภาษีส่วนเกินได้ แต่หากภาษีที่ถูกหักไว้น้อยกว่าภาษีจริง ก็ต้องชำระส่วนต่างเพิ่มเติมเมื่อยื่นแบบ
โบนัสเสียภาษีไหม?
โบนัสที่ได้รับเนื่องจากการจ้างงานโดยทั่วไปถือเป็นส่วนหนึ่งของเงินได้จากการจ้างแรงงานและต้องนำไปรวมกับเงินเดือนเพื่อคำนวณภาษี การได้รับโบนัสจึงสามารถทำให้รายได้รวมและเงินได้สุทธิเพิ่มขึ้นจนบางส่วนเข้าสู่ฐานภาษีที่สูงกว่าเดิมได้
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าโบนัสทั้งก้อนจะถูกคิดภาษีในอัตราสูงสุดของผู้เสียภาษีเสมอ เพราะระบบภาษีไทยยังคงคำนวณแบบขั้นบันไดตามเงินได้สุทธิรวมทั้งปี
สำหรับฝ่าย HR การคำนวณภาษีในเดือนที่มีโบนัสจึงมักซับซ้อนกว่ารอบเงินเดือนปกติ และเป็นหนึ่งในกระบวนการที่ Payroll Software สามารถช่วยคำนวณโดยเชื่อมกับประวัติรายได้และภาษีที่หักไปแล้วก่อนหน้าในปีเดียวกัน
ทำไมภาษีหัก ณ ที่จ่ายแต่ละเดือนจึงไม่เท่ากัน?
พนักงานบางคนอาจพบว่าภาษีในสลิปเงินเดือนแต่ละเดือนไม่เท่ากัน สาเหตุอาจเกิดจากเงินเดือนเปลี่ยน โบนัส ค่าคอมมิชชัน รายได้เพิ่มเติม การแจ้งค่าลดหย่อน การเข้าทำงานกลางปี การเปลี่ยนนายจ้าง หรือการปรับยอดภาษีในช่วงปลายปี
หลักการหักภาษีเงินเดือนของนายจ้างคือการคำนวณเงินได้เสมือนหนึ่งว่าจะได้รับตลอดทั้งปีและคำนวณภาษีตามกฎหมาย จึงไม่ใช่การนำ “เงินเดือนเดือนนี้ × อัตราภาษี” แบบตายตัวเพียงอย่างเดียว
นี่เป็นอีกเหตุผลที่บริษัทซึ่งมีโครงสร้างค่าตอบแทนซับซ้อน เช่น โบนัส ค่าคอมมิชชัน OT เบี้ยเลี้ยง หรือพนักงานเข้าออกระหว่างปี ควรใช้ โปรแกรม payroll หรือ Payroll Software ที่สามารถจัดการข้อมูลแบบสะสม Year-to-Date ได้อย่างถูกต้อง
Payroll Software ช่วยคำนวณภาษีเงินเดือนได้อย่างไร?
การทำ Payroll ในประเทศไทยไม่ได้มีเพียงสูตร “เงินเดือน – ภาษี – ประกันสังคม = เงินเดือนสุทธิ” แต่ต้องจัดการข้อมูลหลายส่วนพร้อมกัน ตั้งแต่เงินเดือนพื้นฐาน OT โบนัส Allowance รายการหัก ประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ไปจนถึงข้อมูลสะสมของพนักงานตลอดทั้งปี
หากองค์กรใช้ Excel หรือระบบแยกหลายส่วน HR ต้องนำข้อมูลจากระบบลงเวลา ระบบลา และข้อมูลค่าตอบแทนมารวมกันก่อนคำนวณ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงจากการกรอกข้อมูลซ้ำ สูตรผิด เวอร์ชันไฟล์ไม่ตรงกัน หรือการคำนวณภาษีจากข้อมูล Year-to-Date ที่ไม่ครบถ้วน
การใช้ Payroll Software หรือโปรแกรมเงินเดือน ที่ทำงานร่วมกับ HR Software หรือโปรแกรม HR จึงช่วยให้ข้อมูลต้นทางเข้าสู่กระบวนการ Payroll อย่างต่อเนื่องมากขึ้น และช่วยให้ HR ตรวจสอบเงินเดือน ภาษี ประกันสังคม และ Payslip ของพนักงานได้เป็นระบบ
Sprout One แตกต่างจากโปรแแกรม HR และ โปรแกรมเงินเดือนทั่วไปอย่างไร?
Sprout One ไม่ได้มอง Payroll เป็นกระบวนการแยกออกจากการบริหารพนักงาน แต่ถูกออกแบบให้เป็น HR Platform ที่รวมการทำงานของโปรแกรมคำนวณเงินเดือน หรือ Payroll Software และ ระบบลางานออนไลน์ และ ระบบบันทึกเวลาเข้าออกงาน ที่เชื่อมข้อมูลบุคลากรและกระบวนการ Payroll เข้าด้วยกัน ช่วยให้องค์กรจัดการข้อมูลพนักงาน การลา การลงเวลา รายได้ รายการหัก และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ Payroll ผ่านระบบที่เชื่อมโยงกันมากขึ้น
ความแตกต่างจากการใช้โปรแกรมเงินเดือนแบบแยกส่วนคือ องค์กรไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการย้ายข้อมูลระหว่างหลายไฟล์หรือหลายระบบในทุก Payroll Cycle ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในองค์กรที่มีพนักงานจำนวนมาก มีรูปแบบค่าตอบแทนหลายประเภท หรือมีรายการที่เปลี่ยนแปลงทุกเดือน
สำหรับองค์กรที่กำลังเลือก HR Software, โปรแกรม HR, Payroll Software, โปรแกรมเงินเดือน หรือโปรแกรม payroll สิ่งที่ควรประเมินจึงไม่ใช่เพียงว่าระบบสามารถคำนวณภาษีได้หรือไม่ แต่ควรพิจารณาความสามารถในการรองรับ Payroll ของประเทศไทย การเชื่อมข้อมูลแบบ Year-to-Date การจัดการสิทธิ์เข้าถึงข้อมูล ความปลอดภัยของข้อมูลพนักงาน และความสามารถในการปรับระบบตามข้อกำหนดที่เปลี่ยนแปลง
สรุป ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 2569 สำหรับมนุษย์เงินเดือน คิดอย่างไร?
วิธีคิดภาษีสำหรับมนุษย์เงินเดือนสามารถจำได้ด้วยหลักง่าย ๆ คือ รวมรายได้ทั้งปี หักค่าใช้จ่าย หักค่าลดหย่อน แล้วนำเงินได้สุทธิไปคำนวณภาษีแบบขั้นบันได โดยเงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรกได้รับยกเว้น หลังจากนั้นใช้อัตรา 5%, 10%, 15%, 20%, 25%, 30% และสูงสุด 35% ตามช่วงของเงินได้สุทธิ
เงินเดือนตามมาตรา 40(1) สามารถหักค่าใช้จ่าย 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท และผู้มีเงินได้มีค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท ก่อนพิจารณาค่าลดหย่อนอื่นที่ตนเองมีสิทธิ เช่น ประกันสังคม ครอบครัว ประกัน กองทุนเพื่อการเกษียณ ดอกเบี้ยที่อยู่อาศัย หรือเงินบริจาคตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
สำหรับองค์กร ความถูกต้องของภาษีหัก ณ ที่จ่ายมีผลโดยตรงต่อทั้ง Payroll และประสบการณ์ของพนักงาน หากองค์กรของคุณต้องการลดความซับซ้อนของการคำนวณเงินเดือน ภาษี ประกันสังคม และข้อมูล HR Sprout One คือ HR Platform และ Payroll Software ที่ช่วยเชื่อมกระบวนการ HR และ Payroll ไว้ในระบบเดียว รองรับการบริหารข้อมูลบุคลากรและการทำ Payroll สำหรับองค์กรในประเทศไทยอย่างเป็นระบบ
กรอกแบบฟอร์ม Enquiry เพื่อจองเวลาปรึกษากับทีม Sprout One ทัก LINE หรือโทรหาเรา เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับความต้องการด้าน HR Software, โปรแกรม HR, Payroll Software และโปรแกรมเงินเดือน ขององค์กร และค้นหาแนวทางในการยกระดับ Payroll ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
FAQ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 2569 สำหรับมนุษย์เงินเดือน
1. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 2569 คิดกี่เปอร์เซ็นต์?
ประเทศไทยใช้ภาษีแบบขั้นบันได ไม่ได้มีอัตราเดียวสำหรับทุกคน เงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรกได้รับยกเว้น จากนั้นคิด 5% สำหรับส่วน 150,001-300,000 บาท, 10% สำหรับส่วน 300,001-500,000 บาท, 15% สำหรับส่วน 500,001-750,000 บาท, 20% สำหรับส่วน 750,001-1,000,000 บาท, 25% สำหรับส่วน 1,000,001-2,000,000 บาท, 30% สำหรับส่วน 2,000,001-5,000,000 บาท และ 35% สำหรับส่วนที่เกิน 5 ล้านบาท
2. เงินเดือน 30,000 บาทเสียภาษีเท่าไรในปี 2569?
หากโสด ทำงานครบปี มีเฉพาะเงินเดือน ไม่มีโบนัสหรือรายได้อื่น และใช้เพียงค่าใช้จ่ายเงินเดือน ค่าลดหย่อนส่วนตัว และสมมติเงินสมทบประกันสังคมเต็มปี ภาษีตามตัวอย่างจะอยู่ที่ประมาณ 1,975 บาทต่อปี อย่างไรก็ตาม ภาษีจริงขึ้นอยู่กับค่าลดหย่อนและข้อมูลรายได้ของแต่ละคน
3. เงินเดือน 50,000 บาทเสียภาษีเท่าไร?
ภายใต้สมมติฐานเดียวกัน เงินเดือนเดือนละ 50,000 บาทหรือรายได้ปีละ 600,000 บาท จะมีเงินได้สุทธิประมาณ 429,500 บาท และภาษีประมาณ 20,450 บาทต่อปี ก่อนนำภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่นายจ้างหักไว้มาเปรียบเทียบ
4. ภาษีที่หักจากเงินเดือนทุกเดือน ต้องยื่นภาษีอีกไหม?
การที่นายจ้างหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้แล้วไม่ได้แทนหน้าที่ในการยื่นแบบประจำปี หากผู้มีเงินได้เข้าเกณฑ์ต้องยื่นแบบ ต้องนำรายได้ ค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อน และภาษีที่ถูกหักไว้ทั้งหมดมาคำนวณเมื่อสิ้นปี สำหรับผู้มีเงินเดือนเพียงอย่างเดียว บุคคลโสดที่มีรายได้เกิน 120,000 บาทต่อปีอยู่ในเกณฑ์ต้องยื่นแบบตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร
5. มนุษย์เงินเดือนใช้ ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.91?
หากมีเพียงเงินได้จากการจ้างแรงงานตามมาตรา 40(1) โดยทั่วไปใช้ ภ.ง.ด.91 แต่หากมีเงินได้ประเภทอื่นร่วมด้วยจะต้องพิจารณา ภ.ง.ด.90 ตามประเภทและลักษณะเงินได้ กรมสรรพากรระบุ ภ.ง.ด.91 เป็นแบบสำหรับผู้มีเงินได้ตามมาตรา 40(1) ประเภทเดียว
แหล่งอ้างอิง
- กรมสรรพากร (The Revenue Department) — หลักเกณฑ์การหักค่าใช้จ่ายของเงินได้ตามมาตรา 40(1) โดยเงินเดือนและค่าจ้างหักค่าใช้จ่ายได้ 50% แต่รวมไม่เกิน 100,000 บาท รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับประเภทเงินได้และการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
กรมสรรพากร: ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา - กรมสรรพากร — อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา — ใช้อ้างอิงโครงสร้างภาษีแบบขั้นบันได โดยเงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรกได้รับยกเว้น และส่วนที่เกินคำนวณในอัตรา 5%, 10%, 15%, 20%, 25%, 30% และสูงสุด 35%
กรมสรรพากร: อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา - กรมสรรพากร — ค่าลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา — ใช้อ้างอิงค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท รวมถึงหลักเกณฑ์ค่าลดหย่อนคู่สมรส บุตร บิดามารดา เบี้ยประกัน กองทุนเพื่อการเกษียณ และค่าลดหย่อนประเภทอื่นที่เข้าเงื่อนไข
กรมสรรพากร - กรมสรรพากร — ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายสำหรับเงินเดือน — ใช้อ้างอิงหลักการที่นายจ้างต้องคำนวณและหักภาษีจากเงินเดือนระหว่างปี รวมถึงแนวคิดการประมาณเงินได้ตลอดปีเพื่อคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย
กรมสรรพากร: วิธีคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย - กรมสรรพากร — แบบ ภ.ง.ด.90 และ ภ.ง.ด.91 — ใช้อ้างอิงเรื่องการยื่นแบบภาษีประจำปี โดย ภ.ง.ด.91 ใช้สำหรับผู้มีเงินได้จากการจ้างแรงงานตามมาตรา 40(1) ประเภทเดียว ขณะที่ผู้มีเงินได้ประเภทอื่นร่วมด้วยต้องพิจารณา ภ.ง.ด.90 ตามลักษณะเงินได้
กรมสรรพากร: แบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา - กรมสรรพากร — เงินสมทบประกันสังคมกับการลดหย่อนภาษี — ใช้อ้างอิงหลักการนำเงินสมทบประกันสังคมที่ผู้ประกันตนจ่ายจริงมาใช้ในการคำนวณภาษีตามเงื่อนไขที่กำหนด ทั้งนี้ สำหรับปีภาษี 2569 ควรตรวจสอบคำแนะนำและแบบยื่นภาษีฉบับล่าสุดอีกครั้ง เนื่องจากเพดานเงินสมทบ ม.33 มีการปรับในปี 2569
กรมสรรพากร - สำนักงานประกันสังคม / กระทรวงแรงงาน — ใช้อ้างอิงการปรับเพดานค่าจ้างสำหรับคำนวณเงินสมทบผู้ประกันตนมาตรา 33 ตั้งแต่ปี 2569 ซึ่งมีผลต่อจำนวนเงินสมทบที่ลูกจ้างจ่ายจริงและจำนวนที่สามารถนำไปประกอบการคำนวณภาษี
สำนักงานประกันสังคม
Sprout One : ระบบ HR All-In-One ชั้นนำของไทย
Sprout One โซลูชั่น คือ All-In-One รวม ระบบ HR ครบวงจร ทั้งโปรแกรมเงินเดือน, โปรแกรมเงินเดือน Payroll, ระบบลางานออนไลน์, ระบบบันทึกเวลาเข้าออกงาน, ระบบจัดการผู้สมัครงาน, ระบบประเมินผลและเครื่องมือการเรียนรู้ของพนักงาน, ระบบ LMS
ทำความรู้จัก SPROUT ONEจองเวลาสาธิตระบบ
Sprout One โซลูชั่นได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อรองรับการบริหารทรัพยากรบุคคลขององค์กรยุคใหม่โดยเฉพาะ ช่วยให้การจัดการพนักงาน เงินเดือน การลงเวลา การลา สวัสดิการ งานสมัครงาน งานประเมินผล งานฝึกอบรมและงาน HR อื่นที่ซับซ้อนให้เป็นเรื่องง่ายบนแพลตฟอร์มเดียว ด้วยระบบที่ออกแบบให้รองรับกับกฎหมายแรงงานไทย 100% ภาษี และประกันสังคมของประเทศไทยอย่างครบถ้วน พร้อมเพิ่มความถูกต้อง ลดงานเอกสาร ลดภาระงานด้านธุรการ และช่วยให้องค์กรและพนักงานทำงานได้อย่างคล่องตัว มีประสิทธิภาพ และพร้อมเติบโตในยุคดิจิทัล
รับคอนเทนต์ดีๆ แบบนี้ส่งตรงถึงอีเมลคุณ!
Table of Contents

Kris Vega
Manager - Web & Creatives Marketing
ด้วยประสบการณ์ด้านครีเอทีฟและการตลาดมากกว่า 9 ปี คุณคริส เวก้า เป็นผู้กำหนดทิศทางและดูแลภาพรวมของเว็บไซต์ Sprout Solutions พร้อมทั้งดูแลเนื้อหา การออกแบบ และกลยุทธ์ เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้ใช้งาน
รับคอนเทนต์ดีๆ แบบนี้ส่งตรงถึงอีเมลคุณ!
บทความที่น่าสนใจ
บริการอื่นๆ ที่น่าสนใจ
เข้าถึงบริการใหม่ๆ จาก Sprout และพาร์ตเนอร์ เพื่อนำมาใช้พัฒนาองค์กรของคุณ
Totem Payroll
ซอฟต์แวร์บริหารจัดการเงินเดือนออนไลน์ เหมาะสำหรับทุกขนาดขององค์กร
Sprout Keeper
ผู้ช่วยที่พร้อมจัดการเวลาและค่าใช้จ่ายได้อย่างแม่นยำ
Recruitment
สรรหาพนักงานให้พร้อมรับกับการเติบโตของคุณ
















